ชีวิตเมื่อติดปีก

image

เรียนจบเภสัชฯมา สอบได้ใบประกอบวิชาชีพแล้ว แต่ตอนนั้นที่บ้านมีหนี้สินมากพอสมควร จึงตัดสินใจมาเป็นแอร์ เพราะอยากมีเงินเยอะๆมาช่วยที่บ้าน ก็บินกับกัลฟแอร์ ที่บาห์เรน 1 ปี จากนั้นออกไป แล้วก็กลับมาเป็นแอร์อีกครั้งหนึ่งที่เอทิฮัด เบสอยู่ที่อาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตอนนี้บินมาร่วม 10 ปีพอดี

การเป็นแอร์โฮสเตส ได้รับโอกาสหลายอย่าง ได้เปิดโลกทัศน์ให้กว้างมากขึ้น ได้เดินทางไปรอบโลก ได้ใช้ชีวิตในอีกมุมนึงที่คนทั่วไปไม่ได้สัมผัส และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การปลดหนี้ให้ที่บ้าน แอร์บางคนมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ส่งน้องเรียน หรือซื้อบ้านซื้อรถ เที่ยวรอบโลก ก็สามารถทำฝันให้เป็นจริงได้เพราะอาชีพนี้

image

แต่สิ่งที่เสียไปคือ เวลาที่จะได้อยู่กับครอบครัวหรือโอกาสได้มีสังคมกับคนอื่น พ่อแม่ไม่สบายก็ไม่ได้มีโอกาสไปดูแลท่าน เสียสุขภาพเพราะต้องกินนอนและทำงานไม่เป็นเวลา เกิดโรคภัยไข้เจ็บมากมาย สุขภาพจิตแย่ คิดถึงบ้าน คิดถึงคนรัก เครียด ถูกกดดันจากงานบินที่ทำ มีเรื่องถูกรีพอร์ต เจอเรื่องราวต่างๆ ฯลฯ บางคน ไม่สามารถทนทำงานได้นาน เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพก็ต้องลาออกกันไป บางคนก็รับไม่ได้กับชีวิตที่เปลี่ยนไป อาชีพที่ต้องทนต่อแรงกดดัน ถูกจิกใช้ เพื่อนร่วมงานไม่ดี กฎการอยู่อาศัยในประเทศหรือกฎบริษัทมากมายจนรู้สึกถูกบีบไว้ เครียด ทนไม่ไหว ก็ลาออกไป

image

นี่คงเป็นที่มาของรายได้ที่สูง และทำให้แอร์ถูกมองว่า ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อและมีรสนิยมที่สูงมาก ซึ่งจริงๆก็แล้วแต่บุคคล บางคนอู่ฟู่ฟุ้งเฟ้อ มีกระเป๋าราคาเป็นแสนสะพาย เฟสบุคโชว์เที่ยวกินไฮโซมาก ก็เป็นสิทธิ์ของเขาเพราะเขาก็ไม่ได้ลำบาก บางคนใช้เกินตัวแต่งตัวให้ดูดีได้ แม้ในกระเป๋าตังค์ยังไม่รู้จะพอใช้ถึงสิ้นเดือนหรือเปล่า คือแบบนี้มันก็มีจริงๆ ถ้าถามส่วนตัว ดิฉันจะออกแนว พอมีพอใช้ ประหยัดอะไรได้ก็ประหยัด ถ้าถามว่า มีกระเป๋าแบรนด์แล้วกี่ใบ คำตอบคือ ไม่มี ราคาเกินสามสี่พัน ก็ไม่อยากซื้อแล้ว มองไว้ว่า มันก็แค่กระเป๋า วันนึงมันอาจไม่มีราคาก็ได้ เงินหมื่นอาจต่อชีวิตเราได้ไปอีกหลายเดือน “ชีวิตเคยผ่านความจนมาแล้ว” เคยร้องไห้กินมาม่าเคล้าน้ำตาเพราะที่บ้านไม่มีเงินส่งหนี้มาแล้ว คนอื่นอาจจะมองว่าเราดูดี แต่จริงๆ เรากำลังแย่ ไม่มีเงินหมุนเวียน เราข้ามผ่านสิ่งนั้นมาได้ทำให้ชีวิตแกร่งขึ้นมากและมองเห็นคุณค่าของเงินมากขึ้น

image

หลายครั้งที่ได้ยินคนพูดว่า “แอร์ไม่ใช่นางฟ้า แต่เป็นคือขี้ข้าบนเครื่องบิน” จริงๆเหมือนโดนดูหมิ่นแต่ก็ไม่โกรธ แค่รู้สึกว่าผู้ที่กล่าวหานั้น ไม่มีความ “รู้จริง” เกี่ยวกับอาชีพนี้เสียเลย อยากจะบอกว่าแอร์ไม่ใช่นางฟ้า มีคนมานิยามให้เราว่าเป็นนางฟ้าเอง เราเป็นแค่ “นางธรรมดาที่ทำงานอยู่บนฟ้า” มีภาระหน้าที่รับผิดชอบมากมาย ไม่ใช่แค่บริการท่านด้วยเครื่องดื่มและอาหารอย่างเดียว เราต้องมีความรู้ความสามารถในเรื่องความปลอดภัย หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เราจะเป็นผู้ช่วยชีวิตท่านไว้ เราเป็นทั้งพยาบาล เป็นทั้งพี่เลี้ยงเด็ก เป็นทั้งผู้รับฟังบำบัดจิตใจผู้โดยสารที่กลัวการบินเกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจ “แล้วเราก็ไม่ใช่ขี้ข้า” ขี้ข้าคือ สั่งชี้นิ้วไปทำอะไรก็ต้องทำ หลายคนถามว่าจบเภสัชมาแล้วเป็นแอร์เนี่ยนะ? อยากจะบอกว่าดิฉันเจอเหตุการณ์มากมายที่ประเมินค่าไม่ได้ทางจิตใจ เคยช่วยชีวิตผู้โดยสารหลายคนหลายครั้ง และขอยืดอกรับอย่างเต็มภาคภูมิว่า “ชีวิตไม่เคยเสียดายที่เลือกมาเป็นแอร์”

image

10 ปีที่ผ่านมา ก็มีเหตุการณ์ที่น่าประทับใจหลายไฟลท์มาก เช่นครั้งนึงครอบครัวเอมิราตี้ (ชาวเอมิเรตส์) มีเด็กชายพิการขา ต้องนั่งวีลแชร์ คุณแม่ขอดิฉันว่า ขอลูกเขาเข้าไปดูห้องนักบินได้ไหม ลูกฝันอยากจะเดินได้ อยากเป็นนู่นเป็นนี่ แต่รู้ว่าเขาเป็นไม่ได้เพราะพิการ ดิฉันฟังแล้วสงสารมาก หลังแลนด์ จึงเดินไปขอกัปตันซึ่งกำลังยุ่งอยู่ กัปตันบอกว่า “เดินเข้ามาได้เลย” ดิฉันบอกกับกัปตันเบาๆว่า เขาเดินไม่ได้ เขานั่งวีลแชร์ กัปตันมองหน้าดิฉันแล้วยิ้ม บอก “ไม่เป็นไร ฉันจะอุ้มเขามาเอง” กัปตันจากที่ยุ่งๆ ก็หยุดทุกสิ่งอย่าง แล้วเดินออกไป ทักทายเป็นภาษาอารบิก แล้วก็อุ้มน้องเข้าไปในห้องนักบิน น้องยิ้มหัวเราะมีความสุขมาก และถามนู่นถามนี่มากมาย เป็นภาพที่ทำเอาน้ำตาซึม

image

ส่วนเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืมเลย คุณตาอายุ 60 กว่าปี เป็นโรคหัวใจ เดินทางมากับพยาบาลชายส่วนตัว คุณตาดันดื่มแอลกอฮอล์พร้อมกับกินยาโรคประจำตัวแล้วจู่ๆคุณตาก็เป็นลม ไม่หายใจ จึงต้องรีบCPR กระตุ้นต่อด้วยเครื่อง AED ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ต้องปั๊มหัวใจจนกว่าจะแลนด์ กัปตันจึงเปลี่ยนแผนการบินไปลงที่การาจี ปากีสถาน เพื่อให้หมอภาคพื้นดินมาช่วยกู้ชีพ ขณะที่ปั๊มหัวใจ เรารู้เลยว่า คุณตาไม่ไหวแล้ว แต่เราก็ยังไม่หยุดปั๊ม ยังมีความหวังว่าคุณตาจะรอดชีวิต ลูกเรือหลายคนช่วยกันสลับปั๊มจนเข่าช้ำม่วงเนื่องจากตอนปั๊มใช้แรงเยอะ แต่ตอนนั้น”ไม่คิดถึงความเจ็บแล้ว คิดเพียงให้เขารอดชีวิต” พอหมอขึ้นมาตรวจ ก็ประกาศเลยว่าเสียชีวิตแล้ว พวกเราทุกคนร้องไห้ เสียใจ มันเป็นเหตุการณ์ช็อกอารมณ์มาก ที่มีคนเสียชีวิตคามือเรา หลังจากนั้น ก็ลบภาพใบหน้าคุณตาออกไม่ได้เลย เสียใจที่ไม่สามารถช่วยกู้ชีพเขาได้ แต่ก็ถือว่าเรา “ทำดีที่สุดแล้ว”

image

เหตุการณ์สุดท้ายจากบาห์เรนไปกาฐมัณฑุ แลนด์ไม่ได้เนื่องจากสภาพอากาศหมอกลงจัด ทัศนวิสัยไม่ดี เป็นครั้งแรกที่เคยได้ยินคำสั่งประกาศฉุกเฉิน cabin manager to the flight deck immediately สิ้นเสียงประกาศนั้น เราทุกคนรู้แล้วว่าจะต้องเตรียมการแลนด์ฉุกเฉิน สถานการณ์คือ เครื่องบินวนพยายามจะแลนด์สองครั้งแล้วแต่ไม่สำเร็จจนน้ำมันจะหมดแต่ก็แลนด์ไม่ได้ ครั้งนี้ ต้องบังคับแลนด์เลยเพราะว่าน้ำมันจะหมดและไม่สามารถเปลี่ยนเส้นทางไปแลนด์ที่อื่นได้เนื่องจากน้ำมันไม่พอ และสนามบินกาฐมัณฑุ ไม่มีเรดาร์ ทุกอย่างจึงเป็นแบบแมนวลหมด แคบินเมเนเจอร์สั่งให้พวกเราทำตาม drills ที่เรียนมา การประกาศเตรียมแลนด์ฉุกเฉิน คือ อาจจะทำให้ล้อหน้าหักได้เนื่องจากตอนแลนด์จะต้องแตะพื้นแรง จึงต้อง brief ผู้โดยสารเกี่ยวกับทางออกฉุกเฉิน เตรียมแคบินให้พร้อมอพยพได้ทั้งหมดภายใน 90 วินาที เป็นเหตุการณ์จริงที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น หลังจากเตรียมแคบินเสร็จ พวกเราทุกคนก็ลุ้นระทึกว่ากัปตันจะแลนด์ได้หรือไม่ แอร์บางคน รวมทั้งผู้โดยสารด้วย เขียนจดหมายสั่งลาใส่ในกระเป๋าเสื้อไว้ บางคนร้องไห้เพราะรู้ว่ามันคือเหตุสุดวิสัย กลัวความตาย บางคนไม่ได้รู้จักกันแค่นั่งติดกัน แต่กุมมือกันไว้แน่น “เหมือนจะให้กำลังใจด้วยกันว่าต้องผ่านมันไปได้” ในแคบินนั้นเสียงร้องไห้ระงม เสียงอธิษฐาน เสียงสวดกุรอ่านภาษาอาราบิกงึมงัม ขอพระผู้เป็นเจ้าให้เขาแลนด์อย่างปลอดภัย เป็นเสียงที่หดหู่ใจมาก ดิฉันอธิษฐานเลยว่า ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า แต่ถ้าหากรอดชีวิต ต่อจากนี้จะอุทิศทำแต่สิ่งที่ดีให้กับผู้อื่น สุดท้ายก็แลนด์ได้ปลอดภัย ล้อหน้าไม่หัก แต่แลนด์แรงมากจนล้อไหม้ ได้กลิ่นไหม้ตลบอบอวล แอร์ประจำประตูทุกบาน cross check ว่าทุกอย่างภายนอกและภายในปกติ เปิดประตูให้ทุกคนออกจากเครื่องได้ตามปกติ ผู้โดยสารจับมือขอบคุณลูกเรือและกัปตันที่ทำให้แลนด์ได้อย่างปลอดภัย ลูกเรือบางคนพอมาถึงโรงแรม ดึงกระดาษที่เขียนไว้ออกมา นั่งร้องไห้ และบอกว่า พรุ่งนี้ ฉันจะไปลาออก ฉันจะไม่บินอีกแล้ว ฉันกลัวความตาย ถ้าตัวเองตายจะเป็นยังไง นึกถึงพ่อแม่ นึกถึงสามี บางคนมีลูกแล้วด้วย เขารับไม่ได้กับเหตุการณ์นี้ แต่สิ่งนี้กลับทำให้ดิฉันคิดได้ว่า “ชีวิตเป็นสิ่งมีค่าที่ไม่มีความยั่งยืน” แค่พริบตาเดียวความตายก็มาพรากได้ คนเรามีความเสี่ยงกับความตายได้หลายครั้งมาก ไม่ใช่แค่เป็นแอร์แล้วชีวิตจะเสี่ยงกับความตายเท่านั้น ชีวิตเดินดินก็เสี่ยงได้ ชีวิตนี้ไม่ต้องการอะไรมากนอกจากได้อยู่กับคนที่รักและมีความสุขกับปัจจุบัน มีอะไรที่อยากทำก็ควรรีบทำ ไม่มีใครรู้ว่าความตายจะมาเยือนเมื่อไหร่ นั่นคือเหตุการณ์การบินครั้งแรกและครั้งเดียวที่มีโอกาสใกล้ชิดความตายมากที่สุด…

image

ตอนนี้ก็บินมาสิบปีแล้ว อายุก็ไม่น้อยแล้ว คิดว่าอีกสักปีจะลาออก แต่งงานไว้แต่ยังไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตครอบครัวเลย อยากมีลูกด้วย สุขภาพก็เริ่มแย่ลง คิดถึงบ้านมาก “มันถึงเวลาที่จะต้องกลับไปหาความสุขของตัวเอง” ความสุขที่ขาดหายไปสิบปี

ติดตามชีวิตคุณหนึ่งเพิ่มเติมได้ ที่นี่

Artittaya Rattanaphan dela Cruz

Artittaya Rattanaphan dela Cruz

I am the creator of We Are Thailander website. Through my years living in Thailand and other countries, I've been very fortunate to meet other fellow Thailanders from every walks of life. My blog aims to document a Thailander's incredibly unique personal life stories.
Artittaya Rattanaphan dela Cruz