จากชีวิตที่ติดลบ

image
ผมเกิดในบ้านที่มีฐานะค่อนข้างดี พ่อกับแม่มีร้านขายเสื้อที่ตลาดประตูน้ำ มีลูกจ้าง มีพี่เลี้ยงคอยดูแล…จนอายุห้าขวบ มรสุมชีวิตลูกใหญ่ก็พัดเข้ามาทำลายครอบครัวเรา พ่อติดเหล้ามาก และมีผู้หญิงคนใหม่ พ่อกับแม่ก็ทะเลาะกันบ่อยขึ้นและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดพ่อกับแม่ก็หย่าร้างกัน

แม่หาเลี้ยงดูผมและพี่สาวสองคนตามลำพัง โดยไม่เคยได้รับเงินช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูจากพ่อเลย กิจการร้านเสื้อก็มีปัญหาขาดทุนหนัก จนในที่สุดต้องปิดตัวลง บ้านที่พวกเราอาศัยอยู่ก็โดนเวนคืนเพื่อทำทางด่วน พี่สาวทั้งสองอยู่ในความดูแลของอากงและอากู๋ ผมและแม่ต้องออกมาเช่าบ้านไม้ผุๆหลังคามุงด้วยสังกะสี ข้างล่างแม่ใช้ในการตัดเย็บ/แก้ทรงเสื้อผ้า ขายของหน้าบ้านไปด้วยเพื่อหารายได้เสริม โดยมีผมคอยช่วยเวลาเลิกเรียน

แต่ถึงกระนั้นรายได้ของเราก็ยังน้อยมาก ผัดผ่อนค่าเช่าบ้านถือเป็นเรื่องปกติแล้วสำหรับแม่… ทุกๆวัน พอผมกลับมาจากโรงเรียน แม่จะให้เงินออกไปซื้อกับข้าวหนึ่งถุง และบอกให้ผมกินให้อิ่มก่อนเสมอ ระหว่างที่ผมนั่งกิน แม่ก็จะคอยถามเสมอว่าอร่อยมั้ยลูก อร่อยก็กินเยอะ ๆ แล้วด้วยความเป็นเด็กของผม บางครั้งผมก็กินกับข้าวนั้นจนหมดจริงๆ ด้วยความหิว จนแม่ไม่มีข้าวเย็นกิน แต่แม่ไม่เคยว่าเลย แม่จะหาคำพูดมาทำให้ผมไม่กังวลทุกครั้ง เช่น แม่ไม่ค่อยหิวแล้วบ้าง แม่อ้วนแล้วบ้าง และบอกว่าดีแล้วที่ผมกินได้เยอะ ๆ เพราะผมผอมเกินไป

สมัยเรียนที่โรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา ผมสอบได้เป็นที่หนึ่งของระดับชั้นตลอด ได้รับทุนและรางวัลมากมาย …จนขึ้น ป.6 ครูพิมพร ซึ่งเป็นครูประจำชั้นก็ไปอาสากับแม่ ว่าจะสอนพิเศษให้ผม โดยไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน เพียงแค่อยากเห็นเด็กคนนี้ได้ดี จนผมสอบเข้าโรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี)ได้ ทำให้ผมได้มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี และเป็นบันไดขั้นสำคัญสำหรับชีวิตผม

image

พอผมขึ้น ม.6 แม่บอกพี่สาวที่เรียนปวส. อยากเรียนต่อเพื่อใบปริญญา ให้หยุดเรียน (ทั้งๆที่พี่สาวทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียนมาโดยตลอด) เพียงเพื่อที่จะได้ “ช่วยกัน”ทำงาน ส่งผม “ให้ได้เรียน”เพราะลำพังรายได้ของแม่คงไม่ไหว…พี่สาวผิดหวังและเสียใจมาก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจแล้วว่าจะหยุดเรียน ขอแค่ให้ผมตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดก็พอ

ความเสียสละของพี่สาวครั้งนั้น…มันทำให้เกิดความรู้สึกเล็กๆ ในใจ รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของครอบครัว “หากไม่มีผมทุกคนคงสบาย”
ประกอบกับมีปัญหาเรื่องอื่น ๆ เข้ามาในชีวิต
นำไปสู่ความ “อยากตาย” ที่ผุดขึ้นมาในใจ

เหมือนคิดเล่น ๆ แค่แวบหนึ่งแล้วหายไป แต่เมื่อปัญหานั้นยังคงอยู่ ยังไม่สามารถยอมรับความจริงหรือแก้ไขได้ เกิดเป็น “ความทุกข์ซ้ำซาก” รบกวนจิตใจไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ ขยายตัวขึ้น จากที่คิดแวบเดียว ก็มีความถี่มากขึ้น จากสัปดาห์ละครั้ง กลายเป็นวันละครั้ง กลายเป็นวันละหลายๆครั้ง กลายเป็นตลอดเวลาไม่อาจจะสลัดมันออกจากหัวได้ จนถึงวันหนึ่งที่ใจอ่อนแอมากที่สุด และมีเหตุการณ์ที่เป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ทำให้รู้สึกหมดสิ้นความหวัง เหมือนทุกอย่างพังทลาย พ่ายแพ้ ไร้คุณค่า ไม่อยากจะเจอ “ความจริง” อีกต่อไป และนำไปสู่…การตัดสินใจ…

image

ผมอยากจะกระโดดลงมาจากชั้นดาดฟ้าของตึกสูงตึกหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ โรงเรียน…

ปัญหาของผมตอนนั้นถ้าเล่าตอนนี้คงจะดูเหมือนเป็นเรื่อง “เล็กน้อยเหลือเกิน” แต่สำหรับผม ณ เวลานั้น มันเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจมากมาย จนแทบไม่อยากลืมตาขึ้นในเช้าวันต่อไป

สถานการณ์เดียวกัน ปัญหาเดียวกัน สร้างความทุกข์ให้คนแต่ละคน “ไม่เท่ากัน”

ดังนั้น หากคุณเจอคนที่(อยาก/กำลัง)ทำร้ายตัวเอง อย่าดูถูกว่าปัญหาของเขาไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะว่าความทุกข์ใจ หลายๆครั้งก็ “ไม่สัมพันธ์กับขนาดของปัญหา” และคุณไม่มีทางเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้น มันส่งผลต่อชีวิตเขามากขนาดไหน คำพูดเหยียดหยาม ส่อเสียด ไม่เคยช่วยอะไรหรือทำให้เขาคิดได้เลย มีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลงไปเรื่อยๆ…อย่างเดียวที่เขาต้องการคือ…คนที่ฟังเขา

สำหรับผม ณ วินาทีที่จะกระโดด ภาพของแม่ก็แจ่มชัดขึ้นมา ภาพถุงกับข้าวที่แม่ให้เราแกะกินก่อนเสมอๆ ภาพพี่สาวที่นอนร้องไห้ ตัดสลับกันไปมาเหมือนมีเครื่องฉายสไลด์อยู่ในหัว

ทันใดนั้นก็รู้สึกเกลียดตัวเองเหลือเกินที่เป็นคนโง่และเห็นแก่ตัวที่สุด ทั้งๆ ที่แม่และพี่สาวเสียสละเพื่อเรามากมายมหาศาล แต่เรากลับคิดแต่จะหนีปัญหา คิดแต่จะทิ้งเขาให้ลำบากต่อไป

…ดีใจเหลือเกินที่ฉุกคิดและรอดมาได้…

นับตั้งแต่นั้นมา ปฏิญาณกับตัวเองว่าจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด “จะทำให้เขาภูมิใจ” ให้เขามีชีวิตที่ดีให้ได้ และถ่ายทอดประสบการณ์นี้ออกไป เพื่อเตือนให้ทุก ๆ คนตระหนักว่า…คำว่า “อยากตาย”…แค่คิด ก็ผิดแล้ว
image

จนในที่สุดผมสอบเข้าได้ที่ สาขาเทคนิคการแพทย์ คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยคะแนนสูงสุดของสาขาในปีนั้น เมื่อสอบเข้าแล้วผมได้รับความอนุเคราะห์มากมาย ได้รับทุนการศึกษา และสามารถกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาได้ จึงไม่ต้องรบกวนพี่สาว ส่งผลให้พี่สาวได้เรียนตามที่เขาตั้งใจ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณ และความเมตตาจากคณาจารย์ ให้ได้รับทุนภูมิพลในทุกๆปี

ผมเรียนจบปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง สอบชิงทุนรัฐบาล (ทุนการศึกษาขั้นสูงเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างเครือข่ายวิจัยระดับแนวหน้า สาขาชีวสารสนเทศศาสตร์) ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอกที่มหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา จนสำเร็จปริญญาโท สาขา Genomics, Proteomics, and Bioinformatics และสำเร็จปริญญาเอก สาขา Molecular Medicine เอก Neuroscience

ปัจจุบันทำงานเป็นอาจารย์ประจำ อยู่ที่ภาควิชาเคมีคลินิก คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

image

ขณะที่ผมกำลังศึกษาที่ต่างประเทศนั้น ผมมีโอกาสได้ฟังสัมมนาโดย Dr.Valerie Hu ผู้ที่ทุ่มเทชีวิตให้กับงานวิจัยด้านออทิสติก เพราะลูกชายของท่านมีภาวะออทิสติก
ผมประทับใจในตัวท่านมาก จึงไม่รีรอที่จะสมัครตนเป็นลูกศิษย์ท่าน

การอยู่ในแล็บของ Dr.Hu ทำให้ในทุก ๆ วัน ผมมันเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้ผมอยากจะทำวิจัยด้านออทิสติกในเมืองไทยต่อไป เพื่อสร้างที่ยืนและความเท่าเทียมให้กับบุคคลที่มีภาวะความต้องการพิเศษทุกรูปแบบในสังคมของเรา

และขณะที่ผมกำลังศึกษานั้น ก็ได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย ได้แก่ Grants-In-Aid of Research จากสมาคมวิทยาศาสตร์ Sigma Xi และได้รับรางวัล U.S. Diversity Travel Award จากสมาคมวิจัยด้านออทิซึมนานาชาติ (International Society for Autism Research, INSAR) หลังจากที่สำเร็จการศึกษาปริญญาเอก ก็ได้รับทุนจาก Oak Ridge Institute for Science and Education ให้ทำงานวิจัยระดับหลังปริญญาเอกที่องค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration, FDA)

image

ย้อนไปสมัยผมเรียนปริญญาเอก วันนั้นเป็นวันครู ก็รู้สึกคิดถึงครูพิมพรจับใจ เพราะตั้งแต่ ป.6 ก็ขาดการติดต่อจากครูไปเลย…จนในที่สุดก็ได้เบอร์ของครูมา ผมรีบโทรครูโดยไม่คาดหวังว่าครูจะจำผมได้ เพราะผ่านมาเป็น 20 ปีแล้ว แต่เปล่าเลย “ครูจำผมได้ในทุกรายละเอียด”
…ผมถึงกับน้ำตาไหล รู้สึกเหมือนเราเป็นเด็กอกตัญญูที่เนิ่นนานมาแล้วไม่เคยกลับไปกราบครูเลย

พอกลับมาอยู่เมืองไทยตั้งใจจะไปหาครู แต่ด้วยภาระหน้าที่อาจารย์ที่หนักหนา มีงานนู่นนี่ให้ทำ 7 วันต่อสัปดาห์ ก็ผัดวันประกันพรุ่งมีข้ออ้างให้กับตัวเองอยู่ตลอด..คิดว่ายังไงมีเบอร์มือถือครูแล้ว ซักวันจะต้องได้เจอแน่ๆ แค่โทรหาครูเท่านั้น เผลอแป๊บเดียว เวลาผ่านไปหนึ่งปีก็ยังไม่ได้พบหน้าครูเลย…แม้ซักครั้งเดียว…

…จนวันที่ 6 ตุลาคม 2557 เพื่อนส่งข้อความมาบอกว่า..ครูพิมพรได้จากพวกเราไปแล้ว…

ผมอยู่ในสภาวะช็อค เศร้า จุก ชาไปหมดทั้งตัว แต่ร้องไม่ออก ไม่มีน้ำตาเลยแม้แต่หยดเดียว ไม่อยากเชื่อว่ามันเป็นความจริง ตัดสินใจยกเลิกแผนงานที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำตอนกลางคืนทั้งหมด…เพื่อที่จะ “มีเวลา” ไปพบครู…

กว่าผมจะ “มีเวลา” ได้มาหา…เวลาของครูบนโลกนี้ก็หมดสิ้นลงไปแล้ว… ครูไม่มีเวลาเหลือให้ผมได้กอดแล้ว แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว

ผมไม่เคยลืม…ว่าชีวิตของคนคนนึง เดินมาได้ไกลขนาดนี้ ก็เพราะหัวใจและจิตวิญญาณของครู

เวลาของเราแต่ละคนเหลือไม่เท่ากัน รีบทำสิ่งดีๆให้กับคนที่เรารักตั้งแต่วันนี้ เพราะกว่าเราจะ “มีเวลา” บางทีก็อาจจะช้าเกินไป…..

หากเรื่องราวของผมจะมีประโยชน์ สามารถให้ข้อคิดอะไรกับใครได้บ้าง แม้ต่อคนเพียงหนึ่งคนบนโลก ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่พิเศษมากสำหรับคนไทยธรรมดาๆอย่างผม ผมขอยกความดีทั้งหมดให้กับคุณแม่ มาลีรัตน์ กิจเจริญเสรี ผู้หญิงที่มีความหมายมากที่สุดในชีวิตของผม พี่สาวทั้งสองคนที่เสียสละหลายอย่างเพื่อผม และคุณครูพิมพร ครูประจำชั้นสมัยประถมผู้มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ผลักดันส่งผมถึงฝั่ง และอีกหลายๆคนผู้เป็นเบื้องหลังความสำเร็จในทุกย่างก้าว ที่ทำให้ผมมีวันนี้ขึ้นมาได้…

image

image

image

 

Artittaya Rattanaphan dela Cruz

Artittaya Rattanaphan dela Cruz

I am the creator of We Are Thailander website. Through my years living in Thailand and other countries, I've been very fortunate to meet other fellow Thailanders from every walks of life. My blog aims to document a Thailander's incredibly unique personal life stories.
Artittaya Rattanaphan dela Cruz